บัตรเครดิต ซิตี้ พรีเมียร์

รู้จักอาการ ฉี่ไม่ออก ฉี่ไม่พุ่ง ฉี่บ่อย เรื่องสำคัญที่คุณผู้ชายต้องรู้!

รู้จักอาการ ฉี่ไม่ออก ฉี่ไม่พุ่ง ฉี่บ่อย เรื่องสำคัญที่คุณผู้ชายต้องรู้!

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่มีอาการเหมือน “ฉี่ไม่ออก” แต่รู้สึกปวดฉี่บ่อย ต้องรอนานกว่าจะฉี่ออก พอฉี่ออกก็เหมือนฉี่ไม่พุ่ง ตอนกลางคืนต้องตื่นมาฉี่หลายครั้งต่อคืน ส่งผลให้มีปัญหาในการนอนจนพักผ่อนไม่พอ และเป็นสาเหตุให้คนข้างกายนอนไม่หลับไปด้วย คุณเริ่มรู้สึกว่าคุณภาพชีวิตช่วงนี้ไม่ค่อยดีเลยใช่หรือไม่ หากคำตอบคือใช่ คุณต้องไม่พลาดบทความนี้

สำหรับบทความโดย นพ.เดชาพล บูรณพิทักษ์สันติ ศัลยแพทย์ระบบทางเดินปัสสาวะ ที่ปรึกษาศูนย์ศัลยกรรม โรงพยาบาลนวเวช ได้หยิบยกข้อมูลมาให้ความรู้กับคุณผู้ชายที่มีปัญหาเกี่ยวกับการปัสสาวะ เพราะหลาย ๆ อาการที่ประสบอยู่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเกิดปัญหาลุกลามสู่ภาวะ ‘ต่อมลูกหมากโต’ ทั้งนี้ เพื่อให้ทุกท่านสามารถสังเกตความผิดปกติของตนเอง และสามารถเข้าสู่ขั้นตอนการรักษาอย่างถูกต้องและเหมาะสม

ฉี่ไม่ออก

‘ฉี่ไม่ออก ฉี่ไม่พุ่ง ฉี่บ่อย’ เป็นอะไรกันแน่?!
อาการปัสสาวะลำบาก ไม่พุ่ง ปัสสาวะบ่อยขึ้น รู้สึกแสบขัด ส่วนมากมักเป็นอาการของคนที่มีภาวะต่อมลูกหมากโต แต่หากมีภาวะแทรกซ้อนเกิดขึ้น เช่น การติดเชื้อหรือมีนิ่ว ก็มักมีการปัสสาวะเป็นเลือดร่วมด้วย ซึ่งกลุ่มอาการดังกล่าวพบได้ในภาวะอื่น ๆ ด้วย เช่น นิ่วในท่อไต นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ หรือมะเร็งในระบบปัสสาวะ เป็นต้น ซึ่งแยกจากกันได้ยากกับภาวะต่อมลูกหมากโต บางครั้งต้องอาศัยการตรวจทางห้องปฏิบัติการ หรือการตรวจอัลตราซาวด์ร่วมด้วย ภาวะต่อมลูกหมากโตนั้นเกิดขึ้นได้ในผู้ชายสูงอายุ โดยสถิติเมื่อผู้ชายอายุ 80 ปี จะพบภาวะต่อมลูกหมากโตได้ 80-90 เปอร์เซ็นต์ แต่บางคนอาจมีภาวะต่อมลูกหมากโตตั้งแต่อายุ 50 ปีได้เช่นกัน และเนื่องจากภาวะต่อมลูกหมากโตไม่มีสาเหตุการเกิดที่ชัดเจนจึงทำให้ไม่สามารถป้องกันได้

ทำอย่างไรหากเป็น ‘ต่อมลูกหมากโต’
หากภาวะต่อมลูกหมากโตที่เกิดขึ้นนั้นมีอาการไม่มาก การปรับพฤติกรรม เช่น ลดการดื่มเครื่องดื่มที่ทำให้ร่างกายสร้างปัสสาวะมาก อย่าง น้ำชา กาแฟ น้ำอัดลม หรือแอลกอฮอล์ ก็ช่วยบรรเทาอาการได้ แต่หากอาการเริ่มมีมากขึ้น อาจต้องได้รับการรักษาด้วยยาซึ่งมีอยู่หลายชนิดตามอาการของผู้ป่วย แต่หากการใช้ยาไม่ได้ผลและมีข้อบ่งชี้ในการผ่าตัด ได้แก่ ปัสสาวะไม่ออก ปัสสาวะเป็นเลือด หรือมีการติดเชื้อ เป็น ๆ หาย ๆ เกิดนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ หรือภาวะไตเสื่อมจากการอุดกั้นทางเดินปัสสาวะอย่างเรื้อรัง แพทย์ก็จะแนะนำการผ่าตัดให้กับผู้ป่วย

เรื่องควรรู้…เกี่ยวกับการผ่าตัด ‘ต่อมลูกหมากโต’
การผ่าตัดต่อมลูกหมากด้วยวิธีการส่องกล้องนั้นเป็นการรักษาแบบมาตรฐาน ปัจจุบันนี้เรานิยมทำการรักษาด้วยวิธีส่องกล้องเป็นหลัก เพราะทำให้คนไข้ฟื้นตัวเร็วกว่า โดยใช้เวลานอนโรงพยาบาลประมาณ 3-4 วันเท่านั้น และสามารถทำกิจวัตรประจำวันได้ตามปกติ 1 เดือนหลังผ่าตัด แต่ควรงดการออกกำลังกายและการมีเพศสัมพันธ์ แต่อย่างไรก็ดีแม้จะผ่านการผ่าตัดไปแล้ว ต่อมลูกหมากก็ยังอาจกลับมาโตได้อีกในระยะเวลา 3-5 ปี

ต่อมลูกหมากโต ฉี่ไม่ออก

‘ต่อมลูกหมากโต’ ต้องใส่สายสวนปัสสาวะหรือไม่
สำหรับการใส่สายสวนปัสสาวะนั้น แพทย์จะทำการใส่สายสวนก็ต่อเมื่อการโตของต่อมลูกหมากนั้นมีขนาดโตมากจนกระทั่งอุดกั้นการไหลของน้ำปัสสาวะ ซึ่งเป็นเหตุให้คนไข้มีความทุกข์ทรมานเนื่องจากปัสสาวะไม่ออก กรณีนี้จึงจำเป็นต้องมีการใส่สายสวนปัสสาวะ ซึ่งการใส่สายสวนปัสสาวะนั้นจะส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย ไม่ว่าจะเป็นการประกอบกิจวัตรประจำวัน การทำงาน หรือการเดินทาง และในบางครั้งอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการใส่สาย เช่น สายหลุด หรือเกิดการติดเชื้อได้ เป็นสิ่งที่ต้องระมัดระวัง

การที่ผู้ป่วยเกิดความผิดปกติในร่างกายไม่ใช่เรื่องน่าอาย และการหาข้อมูลด้วยการพูดคุยกับคนใกล้ชิดหรือจากสื่อต่าง ๆ นั้นเป็นเรื่องพบได้ปกติ แต่ในท้ายที่สุดหากอาการไม่ดีขึ้นจริง ๆ แนะนำให้มาพบแพทย์จะดีกว่า เพราะโรคบางอย่างการตรวจพบได้เร็วจะให้ผลการรักษาได้ดีกว่ารอให้มีอาการมากขึ้น หรือเกิดอาการเรื้อรัง ทั้งนี้ก็เพื่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้ป่วยเอง

โรงพยาบาลนวเวช มุ่งมั่นให้บริการทางการแพทย์ที่ดีมีคุณภาพ และเข้าถึงง่าย Accessible Quality Healthcare พร้อมดูแลสุขภาพของทุกคนอย่างเข้าอกเข้าใจ ด้วยบริการทางการแพทย์ที่ครอบคลุมทุกช่วงวัย และทีมแพทย์เฉพาะทาง หากมีข้อสงสัย สามารถสอบถามรายละเอียดและขอรับคำปรึกษาได้ที่ ศูนย์ศัลยกรรม โทร. 02 483 9999 I www.navavej.com

อ่านบทความอื่นเพิ่มเติม 

ดูเนื้อหาต้นฉบับ

ที่มา : https://goodlifeupdate.com/lifestyle/245139.html
ขอขอบคุณ : https://goodlifeupdate.com/lifestyle/245139.html

7 วิธีบอกลาปัญหาผิวหน้าโทรมจากการอดหลับอดนอน

เชื่อว่ามีสาวๆ หลายคนที่ต้องอดหลับอดนอน ซึ่งพฤติกรรมการอดหลับอดนอน มักมาด้วยการทำให้ผิวหน้าโทรม ดังนั้นถ้าใครรู้ตัวว่าตัวเองอดหลับอดนอนเป็นประจำ สังเกตดูผิวหน้าแล้วโทรมมากๆ มาค่ะ วันนี้เราจะชวนให้มาดูแลผิวหน้าโทรมจากการนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ มาดูกันว่าแต่ละวิธีต้องทำอย่างไรกันบ้าง

1.ดื่มน้ำให้มากๆ
เริ่มจากการเติมน้ำให้ผิวก่อนเลยค่ะ ถ้ารู้ว่าตัวเองชอบอดหลับอดนอนเป็นประจำ จะต้องให้ความสำคัญกับการดื่มน้ำให้มากๆ เพราะการอดนอนจะส่งผลให้ร่างกายฟื้นฟูผิวได้ไม่เต็มที่ การผลิตคอลลาเจนก็ลดน้อยลง จึงส่งผลให้ผิวอ่อนแอและขาดความยืดหยุ่น อีกทั้งยังทำให้เสียความชุ่มชื้นอีกด้วย และตราบใดที่ผิวขาดความชุ่มชื้น ปัญหาผิวต่างๆ ก็จะตามมา เช่น ผิวแพ้ง่าย ผิวหมองคล้ำ และเป็นสิว


2.พยายามนอนให้พอ
ต่อให้ต้องอดหลับอดนอน ก็ต้องพยายามหาเวลานอนให้พอ เพราะการนอนไม่พอจะทำให้ภูมิคุ้มกันในร่างกายต่ำลง ส่งผลให้เกิดความเครียดได้ง่าย เกิดภาวะอ้วน และแก่ไว ในขณะที่การนอนเพียงพอนั้น จะส่งผลให้ผิวหน้าสดใส เนื่องจากขณะหลับร่างกายจะหลั่งโกรทฮอร์โมนเพื่อซ่อมแซมผิว แถมยังช่วยให้ฮอร์โมนในร่างกายสมดุล

3.ประคบตา
จุดที่ทำให้เห็นถึงผิวหน้าโทรมก็คงไม่พ้นดวงตา ดังนั้นจึงแนะนำให้หมั่นประคบตา โดยสาวๆ สามารถใช้ถุงชาดำที่ชงแล้วไปแช่เย็น แล้วเอามาประคบตาประมาณ 15 นาที แค่นี้ก็ช่วยเพิ่มความสดชื่นให้ผิวบริเวณดวงตาได้แล้ว เพราะถุงชาดำจะมีสารแอนตี้ออกซิแดนท์สูง จึงสามารถเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวบริเวณดังกล่าวได้ดีมากๆ แถมยังช่วยชะลอการเกิดริ้วรอย และเพิ่มการไหลเวียนของเลือดได้อีกด้วย

4.ประคบน้ำแข็ง
การประคบน้ำแข็ง จะช่วยกระชับรูขุมขน ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด และช่วยให้ผิวรู้สึกสดชื่นมากขึ้น ที่สำคัญหากสาวๆ มีสิวอักเสบ การประคบน้ำแข็งนี่แหละที่จะช่วยลดอาการอักเสบได้ดีมากๆ


5.สครับผิว
การสครับผิวเสมือนเป็นการผลัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วออกไป อีกทั้งยังเป็นการขจัดสิ่งสกปรกและคราบไขมันที่อุดตันรูขุมขน ทำให้เลือดสามารถไหลเวียนได้ดีอีกด้วย ดังนั้นถ้าสาวๆ คนไหนอยู่ในช่วงที่ผิวหน้าโทรม แนะนำให้หมั่นสครับผิวประมาณอาทิตย์ละ 1 ครั้งก็เพียงพอแล้ว

6.ทาครีมกันแดดทุกวัน
ต่อให้ไม่มีเวลานอนที่เพียงพอ ก็ต้องมีเวลาทาครีมกันแดดทุกวัน เพราะครีมกันแดดถือเป็นไอเท็มสำคัญที่ช่วยป้องกันผิวไม่ให้ถูกแสงแดดทำร้าย หากสาวๆ ละเลยการทาครีมกันแดด ก็อาจเป็นการเปิดช่องทางให้ผิวถูกทำร้ายมากกว่าเดิมได้

7.มาส์กหน้า
การมาส์กหน้าถือเป็นการฟื้นฟูผิวให้กลับมากระจ่างใส พร้อมทั้งยังช่วยให้ผิวสะอาด ไม่แห้งกร้าน และยืดหยุ่นได้ดี อีกทั้งการมาส์กหน้ายังช่วยให้ขนาดของรูขุมขนเล็กลงได้อีกด้วย แนะนำให้สาวๆ ใช้วิธีมาส์กแบบสูตรธรรมชาติ จะส่งผลดีต่อผิวหน้าได้มากกว่า


เมื่อไม่สามารถหลีกเลี่ยงการอดหลับอดนอนได้ ก็ต้องพยายามหาเวลาให้ตัวเองได้นอนเพียงพอบ้างเช่นกัน รวมทั้งต้องให้ความสำคัญกับการดื่มน้ำให้มากๆ และไม่ควรละเลยการทาครีมกันแดดเด็ดขาด เพราะสิ่งเหล่านี้ล้วนช่วยฟื้นฟูผิวหน้าโทรมให้ดีขึ้นได้

ดูเนื้อหาต้นฉบับ

ที่มา : https://www.sanook.com/women/194149/
ขอขอบคุณ : https://www.sanook.com/women/194149/

8 ขั้นตอนลงสกินแคร์สำหรับสาวผิวมันและเป็นสิว

เชื่อว่าสาวผิวมันและมีปัญหาสิว จะต้องเป็นกังวลกับการลงสกินแคร์ เพราะไม่รู้ว่าขั้นตอนการลงสกินแคร์ที่ถูกต้อง และเหมาะสำหรับผิวมันและเป็นสิวนั้นจะต้องทำอย่างไร จึงจะไม่เป็นการเพิ่มปัญหาให้กับผิวมากกว่าเดิม วันนี้เราจึงรวบรวม 8 ขั้นตอนการลงสกินแคร์สำหรับสาวผิวมันและเป็นสิวมาแชร์ให้ได้ทราบกันค่ะ

1.เช็ดหน้าด้วยคลีนซิ่ง
มาเริ่มกันที่การทำความสะอาดผิวก่อนเลย โดยขั้นตอนนี้จะเริ่มจากการเช็ดหน้าเพื่อทำความสะอาดผิวหน้า โดยเช็ดสิ่งสกปรก รวมทั้งเครื่องสำอางและครีมกันแดดออกให้หมด โดยในส่วนของการใช้คลีนซิ่ง แนะนำให้เลือกใช้แบบบาล์ม เพื่อลดการเสียดสีบนผิวหน้า และเพื่อลดความมันบนใบหน้าไปพร้อมๆ กัน


2.ทายาฆ่าเชื้อสิวก่อนล้างหน้า
หลังจากเช็ดหน้าด้วยคลีนซิ่ง โดยปกติแล้วจะต่อด้วยการล้างหน้าด้วยคลีนเซอร์ แต่ในกรณีที่มีผิวมันและเป็นสิว แนะนำให้ทายาฆ่าเชื้อสิวก่อน เพื่อให้สิวแห้งและยุบเร็ว อีกทั้งเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดสิวอักเสบตามมา

3.ล้างหน้าด้วยคลีนเซอร์สำหรับผิวมัน
หลังจากทายาฆ่าเชื้อสิวแล้ว มาต่อด้วยการล้างหน้า ด้วยการใช้คลีนเซอร์หรือโฟมล้างหน้าที่เหมาะสำหรับผิวมัน โดยผลิตภัณฑ์ที่เลือกใช้จะต้องมีคุณสมบัติขจัดความมันได้ดี แต่ก็ไม่ทำให้ผิวแห้งจนสูญเสียความสมดุลของผิว ในกรณีที่สาวๆ มีสิวเยอะ ควรใช้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าสูตรอ่อนโยน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวมากกว่าเดิม

4.เช็ดหน้าด้วยโทนเนอร์
หลังจากล้างหน้าด้วยโฟมหรือคลีนเซอร์เสร็จเรียบร้อยแล้ว ให้ต่อด้วยการเช็ดหน้าด้วยโทนเนอร์ ซึ่งขั้นตอนนี้จะช่วยลดความมันบนใบหน้า พร้อมทั้งช่วยผลัดเซลล์ผิว และลดการอุดตันของผิวหน้าได้เป็นอย่างดี แถมยังช่วยลดการเกิดสิวอุดตันและสิวอักเสบได้อีกด้วย


5.ทายารักษาสิว
หลังจากเช็ดหน้าด้วยโทนเนอร์แล้ว ให้สาวๆ ทายารักษาสิว โดยแนะนำให้ทายาที่บริเวณหัวสิว ในส่วนของยารักษาสิว ควรทายารักษาสิวที่เป็นลักษณะน้ำก่อน เพื่อให้ยาสามารถซึมเข้าสู่ผิว และสามารถลงสกินแคร์ในขั้นตอนต่อไป ทั้งนี้ไม่แนะนำให้สาวๆ ทายารักษาสิวที่มีฤทธิ์ในการผลัดเซลล์ผิวในช่วงเช้า เพราะอาจทำให้ผิวเกิดความไวต่อแสงแดดได้นั่นเอง

6.ทายาลดรอยสิว
สำหรับสาวๆ ที่สิวเริ่มหาย และอยู่ในขั้นตอนของการรักษารอยสิว ให้หมั่นทายาลดรอยสิว หากเริ่มทาหลังจากสิวหายทันทียิ่งดี เพราะจะช่วยให้รอยสิวจางได้เร็ว และเช่นเดิมควรทายาลดรอยสิวก่อนทาสกินแคร์ตัวอื่นๆ

7.ทามอยส์เจอไรเซอร์
ถึงแม้ว่าผิวจะมัน แต่การทามอยส์เจอไรเซอร์ก็ยังคงสำคัญ ซึ่งหลังจากที่สาวๆ ทายารักษาสิวหรือยาลดรอยสิวเสร็จเรียบร้อยแล้ว แนะนำให้ทามอยส์เจอไรเซอร์เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว จะช่วยให้ผิวแข็งแรง พร้อมทั้งยังช่วยลดการระคายเคืองผิวจากการใช้ยารักษาสิวได้อีกด้วย แต่ก็ควรลงมอยส์เจอไรเซอร์แต่เพียงบางเบาเท่านั้น เพื่อลดการอุดตันของรูขุมขนนั่นเอง


8.ทาครีมกันแดด
สำหรับสาวๆ ที่เลือกลงสกินแคร์ในช่วงเช้า ขั้นตอนสุดท้ายจะต้องทาครีมกันแดดเสมอ เนื่องจากการใช้ยารักษาสิว มีโอกาสทำให้ผิวหน้าไวต่อแดดได้ง่าย ที่สำคัญครีมกันแดดยังช่วยป้องกันไม่ให้รอยสิวเข้มขึ้นอีกด้วย

สำหรับสาวๆ ที่มีผิวมันและมีปัญหาสิว หากต้องการลงสกินแคร์ให้ถูกวิธีและสามารถรักษาสิวได้อย่างมีประสิทธิภาพ แนะนำให้ลองทำตาม 8 ขั้นตอนนี้กันดูนะคะ ที่สำคัญอย่าลืมปิดท้ายด้วยการทาครีมกันแดดเสมอ เพราะครีมกันแดดถือเป็นเกราะป้องกันผิวที่ดีมากๆ เลยก็ว่าได้

ดูเนื้อหาต้นฉบับ

ที่มา : https://www.sanook.com/women/194129/
ขอขอบคุณ : https://www.sanook.com/women/194129/

7 วิธีลดรอยตีนกาง่ายๆ สยบสัญญาณแห่งวัยที่ทำให้หน้าดูแก่

ถ้าพูดถึงรอยตีนกา นั่นคือสิ่งที่ทำให้สาวๆ นึกถึงอายุที่เพิ่มขึ้น เพราะถือเป็นสัญญาณแห่งวัยที่ทำให้หน้าดูแก่ลง แต่ทั้งนี้รอยตีนกาใช่ว่าจะเกิดขึ้นกับผู้ที่มีอายุมากเท่านั้น เพราะจริงๆ แล้วมันสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกช่วงวัย ดังนั้นถ้าใครมีรอยตีนกาแล้ว ก็ไม่ต้องเป็นกังวลไปค่ะ เพราะวันนี้เราจะชวนให้มาลดรอยดังกล่าวด้วย 7 วิธีธรรมชาติดังนี้

1.ลดการกินน้ำตาล
เหตุผลที่ควรลดการกินน้ำตาลก็เพราะว่า น้ำตาลที่อยู่ในร่างกายจะทำให้เกิดกระบวนการ advanced glycation end product ซึ่งกระบวนการนี้จะส่งผลเสียต่อผิว โดยจะสลายคอลลาเจนภายในร่างกาย ทำให้ผิวแก่ลง ดังนั้นถ้าสาวๆ มีรอยตีนกา และอยากลดรอยดังกล่าวนี้ ก็ควรจำกัดการกินน้ำตาลให้พอดี

2.งดสูบบุหรี่
การสูบบุหรี่ส่งผลโดยตรงต่อการทำให้เกิดรอยตีนกา ไม่เพียงแต่การสูบบุหรี่เท่านั้น แต่ยังรวมถึงควันบุหรี่จากคนรอบข้างก็สามารถเพิ่มความเสี่ยงทำให้ผิวเกิดรอยตีนกาได้เช่นกัน อีกทั้งการสูบบุหรี่ยังเสี่ยงต่อการทำให้เกิดโรคมะเร็งชนิดต่างๆ รวมทั้งเกิดโรคอื่นๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้อีกด้วย


3.หลีกเลี่ยงรังสียูวี
รังสียูวีคือตัวการสำคัญที่ทำให้ผิวเกิดริ้วรอยได้ง่าย ต่อให้ทาครีมกันแดดแล้วก็ต้องพยายามหลีกเลี่ยงการสัมผัสรังสียูวีให้ได้มากที่สุด ดังนั้นถ้าไม่อยากให้ผิวเกิดริ้วรอยที่บริเวณต่างๆ แนะนำให้พยายามทาครีมกันแดดทุกวัน พร้อมสวมใส่เสื้อผ้าที่ปกปิดผิวได้ดี

4.ล้างหน้าก่อนนอนทุกครั้ง
กลับมาจากทำงานเหนื่อยแค่ไหน ก็ต้องล้างหน้าก่อนนอนทุกครั้ง ห้ามนอนในสภาพที่ผิวหน้ายังไม่ได้ล้างเด็ดขาด ต่อให้ไม่อยากทาครีมบำรุงผิวหน้าก่อนนอน ก็ต้องล้างหน้าให้สะอาดเสมอ เพราะถ้าเผลอนอนในขณะที่ผิวหน้ายังไม่ได้ล้าง ก็จะทำให้ผิวดูดซับเครื่องสำอางและสิ่งสกปรกต่างๆ เข้าสู่ผิวหน้า นั่นจึงทำให้เกิดความไม่สมดุลระหว่างอนุมูลอิสระและสารต้านอนุมูลอิสระ ส่งผลให้เกิดริ้วรอยตามมาได้ง่าย

5.เปลี่ยนท่านอน
ริ้วรอยต่างๆ บนใบหน้า ส่วนหนึ่งก็เกิดจากท่านอน โดยเฉพาะการนอนตะแคง หรือท่านอนที่ผิวหน้าเกิดการกดทับกับหมอนเป็นเวลานานตลอดคืน ดังนั้นจึงแนะนำให้หมั่นเปลี่ยนท่านอนบ่อยๆ อย่าให้ผิวส่วนใดส่วนหนึ่งถูกกดทับเป็นประจำ หรือท่าจะให้ดีแนะนำให้นอนหงายไปเลย


6.กินอาหารที่มีสารเบต้าแคโรทีน
สารเบต้าแคโรทีน เป็นสารอาหารที่ช่วยปกป้องผิวจากรังสียูวี อีกทั้งยังเป็นสารตั้งต้นของวิตามินเอ โดยวิตามินเอมักเป็นส่วนผสมของสกินแคร์ที่ช่วยลดเลือนริ้วรอย ดังนั้นถ้าสาวๆ เลือกกินอาหารที่มีสารเบต้าแคโรทีน ก็ย่อมช่วยลดเลือนริ้วรอยบนผิวได้ดี

7.กินอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ
อาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ จะช่วยปรับผิวให้สวยจากภายใน ซึ่งสารต้านอนุมูลอิสระ จะช่วยลดเลือนสัญญาณแห่งวัยได้ดีเลยทีเดียว อย่าลืมนะคะว่าผิวของคนเรามักจะถูกอนุมูลอิสระทำร้ายได้มากกว่าอวัยวะส่วนอื่นๆ ดังนั้นจึงแนะนำให้หมั่นกินอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ เพื่อป้องกันไม่ให้ผิวถูกทำร้ายได้ง่ายนั่นเอง

เป็นอย่างไรกันบ้างคะ หลังจากที่ได้รู้ถึงวิธีลดเลือนรอยตีนกา จะเห็นได้ว่าแต่ละวิธีทำตามได้ไม่ยาก แถมยังเป็นวิธีธรรมชาติที่สาวๆ สามารถมั่นใจได้ถึงความปลอดภัย ยังไงก็อย่าลืมนำไปปรับใช้กับการดูแลผิวในแต่ละวันกันด้วยนะคะ

ดูเนื้อหาต้นฉบับ

ที่มา : https://www.sanook.com/women/194121/
ขอขอบคุณ : https://www.sanook.com/women/194121/

ดูแลผิวในวัย 50 ด้วย 4 วิธีสุดเบสิคที่ช่วยให้ผิวแลดูอ่อนเยาว์

สำหรับผู้หญิงแล้ว ต่อให้อายุจะเพิ่มขึ้นกี่ปี ผิวพรรณก็ยังคงต้องสวยอยู่เสมอ วันนี้เราจึงอยากชวนสาวๆ โดยเฉพาะสาวใหญ่ซึ่งมีอายุแตะเข้าสู่เลข 5 มารู้วิธีการดูแลผิวแบบง่ายๆ ให้อ่อนเยาว์กันค่ะ มาดูกันค่ะว่าเข้าสู่วัย 50 แล้ว จะต้องดูแลผิวพรรณของตัวเองให้อ่อนเยาว์อย่างไรกันบ้าง

1.หมั่นทาครีมกันแดดทุกวัน

เริ่มจากการทาครีมกันแดดทุกวัน ไม่ว่าตอนนี้จะเข้าสู่เลข 5 หรือยังคงอยู่ในวัย 20 บอกเลยว่าควรให้ความสำคัญกับการทาครีมกันแดดทุกวัน เพราะแสงแดดคือตัวการทำร้ายผิว แถมยังเป็นตัวการคอยทำให้เกิดจุดด่างดำและริ้วรอยอีกด้วย นอกจากนี้การที่ผิวสัมผัสแสงแดดทุกวัน ยังมีโอกาสที่จะทำให้เกิดมะเร็งผิวหนังได้เช่นกัน โดยเฉพาะเมื่ออายุมากขึ้น หรือเข้าสู่วัย 50  ผิวจะมีความบอบบางและเสื่อมโทรมได้ง่าย หากไม่ได้รับการปกป้องอย่างเต็มที่ ก็อาจทำให้เกิดอันตรายต่อผิวได้ จึงแนะนำให้ทาครีมกันแดดที่มี SPF อย่างน้อย 30 และมี Zinc Oxide อย่างน้อย 7% ที่สำคัญจะต้องเป็นครีมกันแดดที่สามารถป้องกันทั้งรังสี UVA และ UVB ได้


2.ผลัดเซลล์ผิวทุกสัปดาห์

การผลัดเซลล์ผิวยังคงเป็นสิ่งที่ควรทำแม้จะอายุมากแล้วก็ตาม แต่แนะนำให้ทำการผลัดเซลล์ผิวเพียงสัปดาห์ละครั้ง เพื่อให้ผิวที่ตายแล้วหลุดออกไป อีกทั้งยังเป็นการเผยผิวใหม่ที่มีความเนียนนุ่มและกระจ่างใสมากกว่าเดิมอีกด้วย ทั้งนี้การปล่อยให้เซลล์ผิวหนังที่ตายแล้วยังคงอยู่ จะเกิดความหนาขึ้นเมื่ออายุเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ผิวแห้งมาก ทั้งนี้ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ผลัดเซลล์ผิวที่เหมาะสำหรับสภาพผิวของตัวเองด้วยเช่นกัน และควรผลัดเซลล์ผิวอย่างอ่อนโยน รวมทั้งควรหลีกเลี่ยงการใช้สกินแคร์ที่มีความรุนแรงต่อผิวด้วย

3.ใช้สกินแคร์ที่มีส่วนผสมของ Glycolic acid, Hyaluronic acid และ Retinol

สกินแคร์ที่มีส่วนผสมของ Glycolic acid, Hyaluronic acid และ Retinol เป็นสกินแคร์ที่เหมาะสำหรับผิวของสาววัย 50 ขึ้นไปอย่างมาก โดย Glycolic acid จะช่วยลดการอุดตันของรูขุมขน ช่วยปรับผิวให้เรียบเนียน ส่วน Hyaluronic acid ช่วยให้ผิวมีความชุ่มชื้นมากขึ้น และส่วน Retinol จะช่วยในการผลัดเซลล์ผิว พร้อมทั้งกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและ วิตามินซี ซึ่งจะช่วยลดเลือนจุดด่างดำที่เกิดมาจากการมีอายุที่เพิ่มขึ้นได้เป็นอย่างดี


4.บำรุงผิวให้ชุ่มชื้นอยู่เสมอ

การบำรุงผิวให้ชุ่มชื้นอยู่เสมอในช่วงวัย 50 ขึ้นไปก็คือการใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีส่วนผสมของ Hyaluronic acid ซึ่งเป็นส่วนผสมที่ช่วยเติมความชุ่มชื้นให้ผิวได้เป็นอย่างดี รวมทั้งจะต้องหมั่นดื่มน้ำให้มากๆ เพราะการดื่มน้ำถือเป็นการเติมความชุ่มชื้นให้ผิวจากภายใน ช่วยให้ผิวไม่เกิดภาวะแห้งขาดน้ำได้

สำหรับสาวๆ ที่ยังห่างไกลจากอายุ 50 ก็สามารถใช้วิธีการดูแลผิวให้แลดูอ่อนเยาว์ตามที่เราได้แชร์ไปข้างต้นได้เช่นกัน เพราะหากสาวๆ ดูแลผิวตั้งแต่เนิ่นๆ ก็ย่อมมีโอกาสที่ผิวจะอ่อนเยาว์นานหลายปีนั่นเอง

ดูเนื้อหาต้นฉบับ

ที่มา : https://www.sanook.com/women/194089/
ขอขอบคุณ : https://www.sanook.com/women/194089/

บัตรกดเงินสด ซิตี้ เรดดี้เครดิต

บัตรเครดิต ซิตี้ ลาซาด้า

บัตรเครดิตซิตี้ แกร็บ

บัตรเครดิต ซิตี้ แคชแบ็ก แพลตตินั่ม

บัตรเครดิต ซิตี้ รีวอร์ด